วันจันทร์ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2561

กลไก


ระบบและกลไก คืออะไร
พบนิยามศัพท์ คำว่า ระบบและกลไก
ใน คู่มือการประกันคุณภาพภายใน ระดับอุดมศึกษา ปี 2553 และ ปี 2557
ได้นิยามไว้เหมือนกัน
http://www.mua.go.th/users/bhes/DATA%20BHES2558/upload%20file%20IQA/iqa%20manual2557.pdf

ระบบ (System) หมายถึง ขั้นตอนการปฏิบัติงานที่มีการกำหนดอย่างชัดเจนว่าต้องทำอะไรบ้าง  เพื่อให้ได้ผลออกมาตามที่ต้องการ ขั้นตอนการปฏิบัติงานจะต้องปรากฎให้ทราบโดยทั่วกันไม่ว่าจะอยู่ในรูปของเอกสารหรือสื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือโดยวิธีการอื่น ๆ องค์ประกอบของระบบ ประกอบด้วย ปัจจัยนำเข้า กระบวนการ ผลผลิต และข้อมูลป้อนกลับ
ซึ่งมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกัน

กลไก (Mechanism) หมายถึง สิ่งที่ทำให้ระบบมีการขับเคลื่อนหรือดำเนินอยู่ได้ โดยมีการจัดสรรทรัพยากร มีการจัดองค์การ หน่วยงาน หรือกลุ่มบุคคลเป็นผู้ดำเนินงาน

กระบวนการ (Process) หมายถึง กิจกรรมที่ดำเนินการอย่างเป็นขั้นตอนของแต่ละหน่วย และประสานกันเป็นลำดับภายในระบบ เช่น กระบวนการออกข้อสอบ กระบวนการพิมพ์ข้อสอบ กระบวนการสอบสัมภาษณ์ กระบวนการสอบข้อเขียน กระบวนการประกาศผล กระบวนการปฐมนิเทศ ซึ่งทั้งหมดอยู่ในระบบรับนักศึกษา

ระบบ และกลไก
ระบบ และกลไก
nccit.net system
nccit.net system
ตัวอย่างของระบบ
ตัวอย่างของระบบ
http://www.kmitl.ac.th/agritech/nutthakorn/04093009_2204/isweb/Lesson%2018.htm

ตัวอย่างระบบ ที่มีองค์ประกอบ ปัจจัยนำเข้า กระบวนการ ผลผลิต และข้อมูลป้อนกลับ
ตัวอย่างระบบ ที่มีองค์ประกอบ ปัจจัยนำเข้า กระบวนการ ผลผลิต และข้อมูลป้อนกลับ
http://rd.vru.ac.th/pdf/announcement_fund/Fund/01.pdf

ขั้นตอนการดำเนินงานการขอยืมเครื่องมือจากศูนย์เครื่องมือฯ
ขั้นตอนการดำเนินงานการขอยืมเครื่องมือจากศูนย์เครื่องมือฯ
http://www.coop.sut.ac.th/index.php?sec=tool&vdo=2


ระบบและกลไกงานทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม

ระบบและกลไกงานทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม ของวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี นครราชสีมา
ระบบและกลไกงานทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม ของวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี นครราชสีมา
http://ethics.knc.ac.th/index.php?option=com_content&view=article&id=81&Itemid=54


เมื่อ 11 มีนาคม 2558 ได้มีโอกาสพูดคุย
เรื่องระบบและกลไก ในเกณฑ์ประกันคุณภาพภายใน ของสกอ. ปี 2557 ที่มีถึง 7 ระบบในระดับหลักสูตร
ที่ต้องดำเนินการ และมีหลักฐานว่าได้นำระบบไปสู่การปฏิบัติ
กับ อ.ศศิวิมล แรงสิงห์ อ.ธวัชชัย แสนชมภู คุณสาธิจิตต์ นกจันทร์ และคุณเรณู อินทะวงศ์
หลังพูดคุย ผมยกร่างกรอบการเขียนระบบ  (Framework of System) ที่แสดงการเชื่อมโยงของ
input – process – output – feedback ไว้ดังนี้

framework ของ system
framework ของ system
http://www.thaiall.com/pptx/system.pptx
http://www.thaiall.com/iqa


มีโอกาสได้ฟังคำชี้แจงเรื่อง นิยมศัพท์ของ ระบบและกลไก เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2552
โดยคุณเพชรี สุวรรณเลิศ สำนักประกันคุณภาพ ในที่ประชุมผู้บริหารครั้งที่ 9/2552
ตามเอกสารหมายเลข 2 ซึ่งเพิ่มเติมจากคู่มือการประกันคุณภาพการศึกษา พ.ศ.2551
ระบบ (System) ประกอบด้วย วัตถุประสงค์ (Objective) ปัจจัยนำเข้า (Input) กระบวนการ (Process) และผลผลิต (Output)
ตัวอย่างที่ 1 ระบบการผลิตบัณฑิตในแต่ละหลักสูตร
วัตถุประสงค์ การผลิตบัณฑิตตามหลักสูตร
ปัจจัยนำเข้า รับนักศึกษาใหม่ตามหลักสูตร
กระบวนการ การจัดการเรียนการสอนตามหลักสูตร ..
ผลผลิต บัณฑิตสำเร็จการศึกษาตามหลักสูตร
ตัวอย่างที่ 2 ระบบการจัดทำรายงานผลการเรียนทุกสิ้นภาคการศึกษา
วัตถุประสงค์ การจัดทำรายงานผลการเรียนสิ้นภาคการศึกษา
ปัจจัยนำเข้า อาจารย์ส่งผลการเรียนให้สำนักทะเบียน
กระบวนการ ประมวลผลผลการเรียนตามสูตร และนโยบายของผู้บริหาร …
ผลผลิต พิมพ์รายงานผลการเรียนเฉลี่ยของนักศึกษาแต่ละคน

แต่ในการประเมินตามคู่มือของ สกอ. คำว่า ระบบ (System) จะเน้นที่กระบวนการ
หมายถึง ขั้นตอนการปฏิบัติงานที่มีการกำหนดอย่างชัดเจนว่าต้องทำอะไรบ้าง เพื่อให้ได้ผลออกมาตามที่ต้องการ ขั้นตอนการปฏิบัติงานจะต้องปรากฎให้ทราบโดยทั่วกัน ไม่ว่าจะในรูปของเอกสารหรือสื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือโดยวิธีการอื่น ๆ องค์ประกอบของระบบ ประกอบด้วย ปัจจัยนำเข้า กระบวนการ ผลผลิต และข้อมูลป้อนกลับ
ตัวอย่าง ระบบการจัดทำรายงานผลการเรียนทุกสิ้นภาคการศึกษา
1. รับข้อมูลผลการเรียนจากอาจารย์ผู้สอน หรือคณะวิชาหลังสอบปลายภาค 2 สัปดาห์
2. นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ และตรวจสอบความถูกต้อง
3. ประมวลผลตามเงื่อนไขตามหลักสูตร และนโยบาย
4. ตรวจสอบผลการประมวลผลในรายละเอียด และในภาพรวม
5. จัดทำรายงานแยกคณะ แยกประเภท แยกกลุ่มนักศึกษา
6. ส่งรายงาน และประกาศให้ผู้เกี่ยวข้องตามลำดับ และเวลา

กลไก (Mechanism) หมายถึง สิ่งที่ทำให้ระบบมีการขับเคลื่อนหรือดำเนินอยู่ได้ โดยมีการจัดสรรทรัพยากร มีการจัดองค์กร หน่วยงาน หรือกลุ่มบุคคลให้เป็นผู้ดำเนินงาน เช่น การแต่งตั้งผู้รับผิดชอบมาดำเนินการ ควบคุมกิจกรรมให้เป็นไปตามแผนงาน โดยมีรายงานการประชุมคณะทำงาน รายงานผลการดำเนินการ การประเมินระบบ และสรุปผลการดำเนินงานตามระบบที่กำหนดไว้

ระบบของกระบวนการเทคโนโลยี
ระบบของกระบวนการเทคโนโลยี
แผนผังการทำงานเชิงระบบของกระบวนการเทคโนโลยี
1. ข้อมูล (input)
เช่น ปัญหา/ความต้องการ
รวบรวมข้อมูล/หาวิธีแก้ปัญหา
เลือกวิธีการ
2. กระบวนการ (process)
เช่น ออกแบบ/ปฏิบัติการ
3. ผลลัพธ์ (output)
เช่น ทดสอบ
ปรับปรุงแก้ไข
ประเมินผล
ผลสัมฤทธิ์ของงาน
ชิ้นงาน
ผลิตภัณฑ์
4. ข้อมูลย้อนกลับ (feedback)
จากหนังสือเรียน รายวิชาพื้นฐาน “การงานอาชีพและเทคโนโลยี”
ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2551 หน้า 104


ให้นักเรียนตั้งคำถาม

1. ระบบ หมายถึง อะไร
 ตอบ ขั้นตอนการปฏิบัติงานที่มีการกำหนดอย่างชัดเจนว่าต้องทำอะไรบ้าง  เพื่อให้ได้ผลออกมาตามที่ต้องการ

2. กลไก หมายถึง อะไร
ตอบ สิ่งที่ทำให้ระบบมีการขับเคลื่อนหรือดำเนินอยู่ได้ โดยมีการจัดสรรทรัพยากร มีการจัดองค์การ หน่วยงาน หรือกลุ่มบุคคลเป็นผู้ดำเนินงาน

3. กระบวนการ  หมายถึง อะไร
 ตอบ กิจกรรมที่ดำเนินการอย่างเป็นขั้นตอนของแต่ละหน่วย และประสานกันเป็นลำดับภายในระบบ 

4. ในการประเมินตามคู่มือของ สกอ. คำว่า ระบบ (System) จะเน้นที่กระบวนการ
หมายถึง อะไร
 ตอบ ขั้นตอนการปฏิบัติงานที่มีการกำหนดอย่างชัดเจนว่าต้องทำอะไรบ้าง เพื่อให้ได้ผลออกมาตามที่ต้องการ ขั้นตอนการปฏิบัติงานจะต้องปรากฎให้ทราบโดยทั่วกัน

5. แผนผังการทำงานเชิงระบบของกระบวนการเทคโนโลยี มีอะไรบ้าง
ตอบ 1. ข้อมูล (input)
2. กระบวนการ (process)
3. ผลลัพธ์ (output)
4. ข้อมูลย้อนกลับ (feedback)























คุณสมบัติของพลาสติก



คุณสมบัติของพลาสติกประเภทต่างๆ
พลาสติกแต่ละชนิดประเภท มีหลากหลายคุณสมบัติที่แตกต่างกัน โดยสามารถนำไปใช้งานได้ต่างวัตถุประสงค์และความเหมาะสม การพิจารณาเลือกใช้พลาสติกเป็นสิ่งที่สำคัญ ทั้งนี้ควรเลือกพิจารณาจากคุณสมบัติของพลาสติกแต่ละประเภท ดังนี้
poly

คุณสมบัติ ฟิล์มโพลิเอทิลีน (POLYETHYLENE)
โปร่งแสง โดยทั่วไป PE ที่มีความหนาแน่นเพิ่มขึ้นจะมีความใสลดลง LDPE ต่างจาก LDPE ที่มีความมันวาวมากกว่า
นิ่มและยืดหยุ่น
มีความเหนียวสูง
มีความทนทานต่อสารเคมีจำพวกกรด ด่างได้ดี แต่ถ้าเป็นตัวทำลาย ฟิล์ม LDP และ MDPE จะทนทานได้ปานกลาง ในขณะที่ฟิล์ม HDPE จะทนทานได้ดีกว่า
ดูดซึมน้ำได้ต่ำมาก
ป้องกันการซึมผ่านของไอน้ำได้ดี
ป้องกันการซึมผ่านของก๊าซได้ต่ำ (HDPE จะป้องกันการซึมผ่านของก๊าซได้ดีกว่า)
ป้องกันการซึมผ่านของไขมัน/น้ำมันได้ต่ำ (HDPE จะป้องกันการซึมผ่านของไขมัน/น้ำมันได้ดีกว่า)
ปิดผนึกด้วยความร้อนได้ดี (ยกเว้น HDPE) LDPE ปิดผนึกที่อุณหภูมิ 122 - 155 องศาเซลเซียส
ใช้ได้เหมาะสมกับอุณหภูมิตั้งแต่ 40 องศาเซลเซียส ถึง 80 องศาเซลเซียส (ยกเว้น HDPE สามารถใช้ได้ถึง 120 องศสเซลเซียส
มีความคงรูปต่ำ (HDPE จะคงรูปได้ดีกว่า)
มีความปลอดภัย สามารถใช้กับอาหารและยาได้
คุณสมบัติ ฟิล์มโพลิโพรพิลีน (POLYPROPYLENE)
โปร่งใส มีผิวหน้าเป็นมันวาว ฝุ่นไม่เกาะติดง่าย
มีความเหนียว
มีความทนทานต่อสารเคมี ไม่ว่าจะเป็นกรด ด่าง ตัวทำลาย
ดูดซึมน้ำได้ต่ำมาก
ป้องกันการซึมผ่านของไอน้ำได้ดี (ฟิล์ม OPP จะดีกว่า CPP)
ป้องกันการซึมผ่านของก๊าซได้ต่ำ (ฟิล์ม OPP จะดีกว่า CPP)
ป้องกันการซึมผ่านของไขมัน/น้ำมันได้ดี
ฟิล์ม OPP จะปิกผนึกด้วยความร้อนได้ที่อุณหภูมิ 135 - 150 องศาเซลเซียส ส่วนฟิล์ม OPP จะปิดผนึกด้วยความร้อนไมได้เพราะเกิดการหดตัวของฟิล์ม
ทนทานต่อความร้อนได้สูง สามารถใช้งานในอุณหภูมิสูงถึง 120 องศาเซลเซียส
ฟิล์ม CPP ไม่ทนทานต่อการใช้งานที่อุณหภูมิต่ำกว่าจุดเยือกแข็ง เพราะจะกรอบแตก แต่ฟิล์ม OPP สามารถใช้ได้กับอุณหภูมิต่ำถึง 40 องศสเซเซียส
มีความต้านทานการขีดข่วนสูง
มีความทนทานต่อการพับ
มีความคงรูป
มีความปลอดภัย สามารถใช้กับอาหารและยาได้
คุณสมบัต ฟิล์มโพลิไวนิลคลอไรต์ (POLYVINYLCHLORIDE : U)
โปร่งใส ไม่เป็นฝ้าขุ่นมัวแม้จะอยู่ในที่ ๆ มีอุณหภูมิต่ำ
มีความเหนียวสูง
มีความทนทานต่อสารเคมีส่วนมาก รวมทั้งกรดและด่าง
ดูดซึมน้ำได้ค่อนข้างสูง
ป้องกันการซึมผ่านของไอน้ำได้ต่ำ
ป้องกันการซึมผ่านของก๊าซได้อยู่ในเกณฑ์ปานกลางจนถึงต่ำ ขึ้นอยู่กับสารเติมแต่งที่ใสลงไป
ป้องกันการซึมผ่านของไขมัน/น้ำมันได้ดี
ปิกผนึกด้วยความร้อนได้ดีที่อุหภูมิช่วงเดียวกับ LDPE คือ 120 - 175 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิที่เหมาะสมกับการใช้งานไม่เกิน 80 องศาเซลเซียส ส่วนอุณหภูมิต่ำสุดนั้นไม่แน่นอนขึ้นกับชนิดของสารพลาสติกที่เติมลงไป
คุณสมบัติ ฟิล์มโพลิสไตรีน (POLYSTYRENE)
โปร่งใส มีความมันวาว (GPPS จะใสกว่า HIPS เล็กน้อย)
มีความเหนียวอยู่ในเกณฑ์ดี
มีความทนทานต่อสารเคมี โดยเฉพาะพวกกรดและด่าง แต่ถ้าเป็นพวกสารอะไรเมติกและตัวทำละลายจะทนทานได้ต่ำ
ดูดซึมน้ำได้ต่ำ ทำให้ไม่ก่อให้เกิดปัญหาในด้านการเปลี่ยนแปลงขนาด
ป้องกันการซึมผ่านของก๊าซได้ต่ำ
ป้องกันการซึมผ่านของน้ำมันพืชได้ดี
ปิดผนึกด้วยความร้อนได้โดยใช้อุณหภูมิในช่วง 135 - 175 องศาเซลเซียส ฟิล์ม PS ซึ่งบางมากอาจมีปัญหาในการปิดผนึกด้วยความร้อน จึงควรใช้กาวหรือตัวทำละลายช่วยเพื่อให้ละลายติดกัน
อุณหูมิที่เหมาะสมสำหรับการใช้งานอย่างต่อเนื่องของ GPPS ไม่ควรเกิน 87 องศาเซลเซียส และ ของ HIPS ไม่ควรเกิน 82 องศาเซลเซียส ส่วนอุณหภูมิต่ำสุดนั้นไม่ควรต่ำกว่า 40 องศาเซลเซียส
มีความคงรูป จึงสามารถเข้าเครื่องพิมพ์ที่มีความเร็วสูงได้ดี
มีความต้านทานต่อการพับต่ำ จึงเป็นรอยพับง่าย และไม่ตื่นตัว
มีความต้านทานต่อสภาพแวดล้อม จึงเก็บได้นานโดยไม่กรอบหรือเปลี่ยนสี
คุณสมบัติ ฟิล์มโพลิแอไมค์
โปร่งใส
มีควาเหนียวสูงโดยเฉพาะอย่างยิ่งสามารถต้านแรงทิ่มทะลุ และแรงดันทะลุได้สูง
มีความคงรูป
มีความทนทานต่อการขัดสีสูง
มีความทนทานต่อสารเคมีจำพวกกรดและตัวทำละลายอยู่ในเกณฑ์ดี แต่ไม่ทนทานต่อด่าง
ดูดซึมน้ำได้สูง จึงทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของขนาดได้ และไม่ทนทานต่อสภาวะแวดล้อม คือ การขุ่นมัวและเปลี่ยนสีเมื่อเก็บไว้นาน
ป้องกันการซึมผ่านของไอน้ำได้ต่ำ
ป้องกันการซึมผ่านของก๊าซได้ดีมาก ไม่ว่าจะเป็นก๊าซออกซเจน ไนโตรเจน ละคาร์บอนไดออกไซด์
ป้องกันการซึมผ่านของไขมัน/น้ำมันได้สูง
ปิดผนึกด้วยความร้อนได้ โดยใช้อุณหภูมิ 130 - 180 องศาเซลเซียส
ทนทานต่ออุณหภูมิทั้งร้อนจัดละเย็นจัด สามารถใช้งานได้ที่อุณหภูมิสูงถึง 160 องศาเซลเซียสและต่ำถึง 40 องศาเซลเซียส
ต้านทานการพับได้สูง
คุณสมบัติ ฟิล์มโพลิไวนิลลิตินคลอไรด์ (POLYVINYLIDENE CHLORIDE)
โปร่งใส มีความเป็นมันสูง
มีความเหนียวสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณสมบัติของค่าการต้านแรงดึง และการต้านแรกระแทก
มีความทนทานต่อสารเคมี ยกเว้นด่างก่ เอสเทอร์ และคีโทน
ดูดซึมน้ำได้ต่ำ
ป้องกันการซึมผ่านของไอน้ำได้ดีมาก (ดีที่สุดใรบรรดาพลาสติกที่ใช้ในการหีบห่อ)
ป้องกันการซึมผ่านของก๊าซและกลิ่นต่าง ๆ ได้ดีมาก
ป้องกันการซึมผ่านของไขมัน/น้ำมันได้ดี
ปิดผนึกด้วยความร้อนได้ โดยใช้อุณหภูมิ 120 - 150 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิที่เหมาะสมในการใช้งาน ไม่ควรเกิน 135 องศาเซลเซียส และไม่ต่ำกว่า 15 องศาเซลเซียส
มีความปลอดภัย สามารถใช้ได้กับอาหารและยา
คุณสมบัติ ฟิล์มโพลิเอทิลีนเทอร์ฟะทาเอด (POLYETHYLENE TEREPHALATE)
โปร่งใส
มีความเหนียวสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณสมบัติของค่าการต้านแรงดึง และการต้านแรงกระแทก
มีความทนทานต่อสารเคมีจำพวกกรดและตัวทำละลายอินทรีย์ได้ดี และไม่ทนทานต่อด่าง
ดูดซึมน้ำได้ต่ำ
ป้องกันการซึมผ่านของไอน้ำได้ดี (ใกล้เคียงกับฟิล์ม LDPE)
ป้องกันการซึมผ่านของก๊าซได้ดีมาก
ป้องกันการซึมผ่านของไขมัน/น้ำมันได้ดี
ปิดผนึกด้วยความร้อนได้ แต่ต้องใช้อุณหภูมิที่สูงถึง 220 - 230 องศาเซลเซียส
คุณสมบัติ ฟิล์มไอไอโนเมอร์
โปร่งใส
มีความเหนียวสูง โดยมีคุณสมบัติต้านแรงดึง และแรงกระแทกใกล้เคียงกับฟิล์ม LDPE และความต้านทานต่อการทิ่มทะลุได้สูง
ทนทานต่อสารเคมีสูง ไม่ว่าจะเป็นกรด ด่าง หรือตัวทำละลาย
ดูดซึมน้ำได้ต่ำ
ป้องกันการซึมผ่านของไอน้ำได้ดี
ป้องกันการซึมผ่านของก๊าซได้ต่ำ
ป้องกันการซึมผ่านของไขมัน/น้ำมันได้ดี
ปิดผนึกด้วยความร้อนได้ดี ในช่วงอุณหภูมิที่กว้างและต่ำกว่า LDPE คือระหว่าง 115 - 200 องศาเซลเซียส
มีความต้านทานต่อการขัดสีสูง
อุณหภูมิเหมาะสมกับการใช้งาน คือสูงสุดไม่เกิน 70 องศาเซลเซียส แต่ต่ำสุดได้ถึง 70 องศาเซลเซียส
มีความปลอดภัย สามารถใช้กับอาหารได้
คุณสมบัติ ฟิล์มเอทิลีนไวนิลแอลกอฮอล์
โปร่งใส
มีความคงรูป
มีความเหนียวสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งค่าการต้านแรงดึงขาด
ดูดซึมน้ำได้ง่าย
ป้องกันการซึมผ่านของไอน้ำได้ต่ำ
ป้องกันการซึมผ่านของก๊าซได้ดีมาก
เก็บรักษารสชาติ และกลิ่นของผลิตภัณฑ์ไว้ได้ดีมาก
ป้องกันการซึมผ่านของไขมัน/น้ำมันได้สูง
ทนทานต่อรังสีอัลตราไวโอเลต และรังสีอื่นได้ดี
อุณหภูมิในการใช้งานสูงสุดถึง 240 องศาเซลเซียส
เศษที่เหลือจากผลิต (scrap) สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้
มีความปลอดภัย สามารถใช้กับอาหารได้

ที่มาhttp://www.tupack.co.th/knowledge/314-

ให้นักเรียนตั้งคำถาม

1. คุณสมบัติ ฟิล์มโพลิเอทิลีน มีอะไรบ้าง

ตอบ โปร่งแสง โดยทั่วไป PE ที่มีความหนาแน่นเพิ่มขึ้นจะมีความใสลดลง LDPE ต่างจาก LDPE ที่มีความมันวาวมากกว่า 
นิ่มและยืดหยุ่น
มีความเหนียวสูง
มีความทนทานต่อสารเคมีจำพวกกรด ด่างได้ดี แต่ถ้าเป็นตัวทำลาย ฟิล์ม LDP และ MDPE จะทนทานได้ปานกลาง ในขณะที่ฟิล์ม HDPE จะทนทานได้ดีกว่า
ดูดซึมน้ำได้ต่ำมาก
ป้องกันการซึมผ่านของไอน้ำได้ดี

2. คุณสมบัต ฟิล์มโพลิไวนิลคลอไรต์ มีอะไรบ้าง

ตอบ โปร่งใส ไม่เป็นฝ้าขุ่นมัวแม้จะอยู่ในที่ ๆ มีอุณหภูมิต่ำ
มีความเหนียวสูง
มีความทนทานต่อสารเคมีส่วนมาก รวมทั้งกรดและด่าง
ดูดซึมน้ำได้ค่อนข้างสูง
ป้องกันการซึมผ่านของไอน้ำได้ต่ำ
ป้องกันการซึมผ่านของก๊าซได้อยู่ในเกณฑ์ปานกลางจนถึงต่ำ ขึ้นอยู่กับสารเติมแต่งที่ใสลงไป
ป้องกันการซึมผ่านของไขมัน/น้ำมันได้ดี

3. คุณสมบัติ ฟิล์มโพลิเอทิลีนเทอร์ฟะทาเอด มีอะไรบ้าง

ตอบ โปร่งใส
มีความเหนียวสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณสมบัติของค่าการต้านแรงดึง และการต้านแรงกระแทก
มีความทนทานต่อสารเคมีจำพวกกรดและตัวทำละลายอินทรีย์ได้ดี และไม่ทนทานต่อด่าง
ดูดซึมน้ำได้ต่ำ
ป้องกันการซึมผ่านของไอน้ำได้ดี (ใกล้เคียงกับฟิล์ม LDPE)
ป้องกันการซึมผ่านของก๊าซได้ดีมาก
ป้องกันการซึมผ่านของไขมัน/น้ำมันได้ดี

4. คุณสมบัติ ฟิล์มโพลิสไตรีน มีอะไรบ้าง

ตอบ โปร่งใส มีความมันวาว (GPPS จะใสกว่า HIPS เล็กน้อย)
มีความเหนียวอยู่ในเกณฑ์ดี
มีความทนทานต่อสารเคมี โดยเฉพาะพวกกรดและด่าง แต่ถ้าเป็นพวกสารอะไรเมติกและตัวทำละลายจะทนทานได้ต่ำ
ดูดซึมน้ำได้ต่ำ ทำให้ไม่ก่อให้เกิดปัญหาในด้านการเปลี่ยนแปลงขนาด
ป้องกันการซึมผ่านของก๊าซได้ต่ำ
ป้องกันการซึมผ่านของน้ำมันพืชได้ดี

5. เศษที่เหลือจากผลิต (SCRAP) สามารถ กลับมาทำอะไรได้บ้าง
    ตอบ สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ มีความปลอดภัย สามารถใช้กับอาหารได้



























คุณสมบัติของโลหะ


การระบุคุณสมบัติ และแบ่งชนิดของโลหะรวมไปถึงเมทัลลิคนั้น สามารถใช้ธาตุทางเคมีตามตารางธาตุเป็นตัวแบ่งได้ ซึ่งโดยทั่วไปแล้วโลหะเป็นวัสดุที่มีคุณสมบัติและความสามารถมากมาย ได้แก่ ความสามารถในการทนความร้อนได้ดี มีความมันวาว มีคุณสมบัติในการคงรูปหรือเสียรูปที่อุณหภูมิห้อง และสามารถนำไฟฟ้าได้ จะเห็นได้ว่าคุณสมบัติของโลหะนั้นค่อนข้างมีความแตกต่างและหลากหลาย ทำให้ในปัจจุบันโลหะได้ถูกนำไปใช้งานอย่างกว้างขวางในหลายๆ ด้าน โดยที่คุณสมบัติของโลหะสามารถแบ่งออกได้ตามประเภทของโลหะ

คุณสมบัติของโลหะสามารถแยกได้ทั้งหมด 6 ประเภท ดังนี้
คุณสมบัติทางกล (Mechanical properties) ได้แก่ ความแข็ง (Hardness) ความแกร่ง (Strength)
คุณสมบัติความสัมพันธ์ระหว่างความเค้นและความเครียด ได้แก่ โมดูลัสความยืดหยุ่น (Modulus of elasticity)
คุณสมบัติทางเคมี (Chemical properties) ได้แก่ ความทนทานต่อการกัดกร่อน
คุณสมบัติทางไฟฟ้า (Electrical properties) ได้แก่ ความต้านทานทางไฟฟ้า
คุณสมบัติทางความร้อน (Thermal properties) ได้แก่ อุณหภูมิจุดหลอมเหลว
คุณสมบัติอื่นๆ ได้แก่ ความสึกหรอ (Wear) และความหนาแน่น
คุณสมบัติทางกล
สำหรับวิชาโลหะวิทยา คุณสมบัติขั้นพื้นฐานในทางกลนั้นประกอบด้วยความแข็งแกร่ง ความแข็ง และความเหนียว (Ductility) ซึ่งทั้ง 3 คุณสมบัติดังกล่าวเป็นคุณสมบัติที่มีความเชื่อมโยงและสัมพันธ์กัน โดยที่ค่าความแข็งและความแข็งแกร่งจะแปรผกผันกับค่าความเหนียว กล่าวคือ เมื่อวัสดุมีค่าความเหนียวมาก ค่าความแข็งและความแข็งแกร่งจะลดลง ตรงกันข้ามเมื่อวัสดุมีค่าความแข็งและความแข็งแกร่งมากขึ้น ค่าความเหนียวจะลดลงจนทำให้วัสดุมีความเปราะ (Brittle)

ความแข็ง
ความแข็ง หมายถึงความต้านทานการเสียรูปถาวรของวัสดุ ซึ่งที่วัสดุที่มีค่าความแข็งมากจะมีค่าความแข็งแกร่งมากขึ้นเช่นเดียวกัน หากต้องการให้ค่าความแข็งและความแข็งแกร่งเพิ่มโดยที่ค่าความเหนียวไม่ลดลง สามารถทำได้โดยการเติมส่วนผสมของธาตุลงไปในโลหะหลอมขณะอยู่ในขั้นตอนการหลอมโลหะ วิธีการดังกล่าวสามารถเพิ่มคุณภาพด้านความแข็งและความแข็งแกร่งแก่โลหะได้ โดยที่มีค่าความเหนียวคงที่

ความเหนียวและความเปราะ
ความเหนียวและความเปราะ เป็นคุณสมบัติที่ตรงข้ามกันเสมอ ซึ่งคุณสมบัติทั้งสองดังกล่าวได้ถูกนำมาศึกษาและทดสอบเกี่ยวกับความเหนียวของวัสดุ โดยที่วัสดุที่มีความเหนียว หมายถึงวัสดุที่สามารถยืดได้มากก่อนจะขาดออกจากกัน ส่วนวัสดุที่มีความเปราะหรือมีความเหนียวน้อย หมายถึงวัสดุที่สามารถยืดได้น้อยหรือไม่สามารถยืดได้เลย ก่อนจะขาดออกจากกัน

อโลหะ เป็นวัสดุที่ขาดคุณสมบัติทั่วไปทางองค์ประกอบเคมีของโลหะ จึงมีคุณสมบัติที่แตกต่างจากโลหะโดยสิ้นเชิง แต่มีโลหะบางชนิดที่สามารถเป็นได้ทั้งโลหะและอโลหะ โลหะเหล่านั้น ได้แก่ คาร์บอน ฟอสฟอรัส ซัลเฟอร์ และซิลิคอน

อัลลอยด์ หมายถึงการนำโลหะจำนวนตั้งแต่ 2 ชนิดขึ้นไปมาผสมเข้าด้วยกัน จนเกิดเป็นโลหะที่มีความแตกต่างและหลากหลายทางคุณสมบัติ โดยการสร้างอัลลอยด์ไม่สามารถสร้างขึ้นได้จากธาตุโลหะบริสุทธิ์ เนื่องจากธาตุเหล่านั้นอ่อนแอเกินกว่าจะนำมาใช้งานได้ ดังนั้นอัลลอยด์จึงถูกสร้างตามสูตรที่กำหนดขึ้นเพื่อให้โลหะมีคุณสมบัติเฉพาะ สามารถนำไปใช้งานเฉพาะด้านตามความเหมาะสมได้

เหล็ก ประกอบขึ้นมาจากส่วนประกอบของคาร์บอนจำนวนหนึ่งรวมกับแร่เหล็กผสม และธาตุชนิดอื่นๆ ส่วนอัลลอยด์นั้นประกอบขึ้นจากการผสมกันของโลหะตั้งแต่ 2 ชนิดขึ้นไป ตัวอย่างเช่น ทองเหลือง เกิดจากการนำทองแดงมาผสมสังกะสี และบรอนซ์ เกิดจากการนำทองแดงมาผสมดีบุก ซึ่งบรอนซ์นี้มีคุณสมบัติที่สามารถป้องกัดการกัดกร่อนของน้ำทะเล จึงถูกนำไปใช้งานในด้านการต่อเรือ จะเห็นได้ว่าอัลลอยด์เหล่านี้ไม่ได้มีเพียงความสวยงามเท่านั้น แต่ยังสามารถขึ้นรูปได้ดี จึงถูกนำไปใช้ประโยชน์อย่างแพร่หลายในหลากหลายด้าน
ไทเทเนียม เป็นวัสดุที่มีความแข็งแรง มีน้ำหนักเบา มีความหนาแน่นน้อยกว่าเหล็ก และมีคุณสมบัติในการต้านทานการกัดกร่อน ซึ่งคุณสมบัติของไทเทเนี่ยมเหล่านี้เป็นคุณสมบัติที่ดีมากเกิดขึ้นจากการรวมกันของโลหะ จึงถูกนำไปใช้งานในด้านต่างๆ ได้แก่ ไทเทเนียมอัลลอยด์ที่ถูกนำไปใช้ผลิตเรือ ยานอวกาศ อากาศยาน จักรยาน รวมถึงโน๊ตบุ๊คและคอมพิวเตอร์
ทองแดง เป็นวัสดุที่มีความอ่อนตัว และสามารถนำไฟฟ้าที่ดี จึงถูกนำไปใช้งานในการผลิตสายไฟฟ้า
เงินและทอง มีคุณสมบัติทางโลหะที่มีความอ่อนตัว สามารถนำมาแปลงรูปได้ง่าย มีข้อดีคือไม่มีปฏิกิริยาตอบโต้ และด้วยคุณสมบัติที่สามารถนำไฟฟ้าได้และไม่มีวันเสื่อมสลายของทองนั้น ทั้งเงินและทองจึงถูกนำมาทำเป็นเครื่องประดับที่มีราคาสูงอย่างแพร่หลาย รวมทั้งถูกนำไปใช้งานได้หลากหลายด้าน
แร่เหล็กและเหล็ก เป็นวัสดุที่หนักและมีความแข็งแรง สามารถรับน้ำหนักได้มาก จึงถูกนำมาใช้งานในการสร้างสะพาน รวมไปถึงการสร้างอาคารในรูปแบบต่างๆ แต่เหล็กนั้นมีข้อเสียในการใช้งานคือสามารถเกิดสนิมขึ้นได้หากทำปฏิกิริยากับน้ำและอากาศ ซึ่งข้อเสียดังกล่าวก็สามารถทำการป้องกันได้
อลูมิเนียม เป็นวัสดุที่มีน้ำหนักเบา สามารถนำความร้อนได้ดี และนำมาแปลงรูปได้ง่าย ส่วนมากถูกทำมาใช้งานในการทำกระดาษฟอยด์ กระทะ ไปจนถึงการทำโครงสร้างเครื่องบิน
เหล็กชุบสังกะสี หรือเหล็กกล้าไร้สนิม เป็นวัสดุมีคุณสมบัติป้องกันการกัดกร่อน ส่วนแม็กนีเซียมอัลลอยด์ และ อลูมิเนียมอัลลอยด์เป็นวัสดุที่มีความแข็งแกร่ง แต่มีน้ำหนักเบา เหล็กเหล่านี้จึงถูกนำไปใช้กับงานที่แตกต่างกันไปตามคุณสมบัติ
ทองแดง นิกเกิล อัลลอยด์ ได้แก่ โมเนล (Monel) เป็นวัสดุที่ถูกนำมาใช้สำหรับงานที่สภาพแวดล้อมไม่มีแรงแม่เหล็ก และในสภาพแวดล้อมที่มีฤทธิ์การกัดกร่อนสูง
นิกเกิล-เบส ซุปเปอร์อัลลอยด์ ได้แก่ อินโคเนล (Inconel) เป็นวัสดุที่ถูกนำมาใช้สำหรับงานที่ต้องใช้อุณหภูมิสูง ตัวอย่างเช่น หม้อความดัน เครื่องแลกเปลี่ยนความร้อน และเทอร์โบชาจเจอร์


ที่มา https://www.chi.co.th/article/article-1024/

ให้นักเรียนตั้งคำถาม

1. คุณสมบัติของโลหะสามารถแยกได้ทั้งหมด 6 ประเภท อะไรบ้าง
     ตอบ  คุณสมบัติทางกล (Mechanical properties) ได้แก่ ความแข็ง (Hardness) ความแกร่ง (Strength)
คุณสมบัติความสัมพันธ์ระหว่างความเค้นและความเครียด ได้แก่ โมดูลัสความยืดหยุ่น (Modulus of elasticity)
คุณสมบัติทางเคมี (Chemical properties) ได้แก่ ความทนทานต่อการกัดกร่อน
คุณสมบัติทางไฟฟ้า (Electrical properties) ได้แก่ ความต้านทานทางไฟฟ้า
คุณสมบัติทางความร้อน (Thermal properties) ได้แก่ อุณหภูมิจุดหลอมเหลว
คุณสมบัติอื่นๆ ได้แก่ ความสึกหรอ (Wear) และความหนาแน่น

2. สำหรับวิชาโลหะวิทยา คุณสมบัติขั้นพื้นฐานในทางกลนั้นประกอบด้วยอะไรบ้าง
   ตอบ ความแข็งแกร่ง ความแข็ง และความเหนียว 

3.ความแข็ง หมายถึง อะไร
ตอบ หมายถึง ความต้านทานการเสียรูปถาวรของวัสดุ ซึ่งที่วัสดุที่มีค่าความแข็งมากจะมีค่าความแข็งแกร่งมากขึ้นเช่นเดียวกัน 

4. อัลลอยด์ หมายถึง อะไร
ตอบ หมายถึงการนำโลหะจำนวนตั้งแต่ 2 ชนิดขึ้นไปมาผสมเข้าด้วยกัน จนเกิดเป็นโลหะที่มีความแตกต่างและหลากหลายทางคุณสมบัติ

5.เหล็ก มัส่วนประกอบคืออะไร
ตอบ ส่วนประกอบของคาร์บอนจำนวนหนึ่งรวมกับแร่เหล็กผสม และธาตุชนิดอื่นๆ ส่วนอัลลอยด์นั้นประกอบขึ้นจากการผสมกันของโลหะตั้งแต่ 2 ชนิดขึ้นไป ตัวอย่างเช่น ทองเหลือง เกิดจากการนำทองแดงมาผสมสังกะสี และบรอนซ์ เกิดจากการนำทองแดงมาผสมดีบุก ซึ่งบรอนซ์นี้มีคุณสมบัติที่สามารถป้องกัดการกัดกร่อนของน้ำทะเล จึงถูกนำไปใช้งานในด้านการต่อเรือ จะเห็นได้ว่าอัลลอยด์เหล่านี้ไม่ได้มีเพียงความสวยงามเท่านั้น แต่ยังสามารถขึ้นรูปได้ดี จึงถูกนำไปใช้ประโยชน์อย่างแพร่หลายในหลากหลายด้าน












คุณสมบัติของไม้


คุณสมบัติของไม้

ไม้คือ วัสดุพื้นฐานที่ถูกน ามาใช้ในงานก่อสร้างมาเป็นเวลานานแล้ว ในปัจจุบัน
เนื่องจากป่าไม้มีจ านวนลดลงมาก ท าให้ไม้มีราคาแพง ซึ่งเป็นผลท าให้มีการน าวัสดุอื่นๆ เช่น
เหล็กและคอนกรีต มาใช้แทนไม้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม การใช้ไม้ก็ยังคงเห็นอยู่ได้ทั่วไป
โดยเฉพาะในการก่อสร้างที่อยู่อาศัย เนื่องจากไม้มีความสวยงาม
1. คุณสมบัติของไม้
ไม้เป็นวัสดุธรรมชาติที่มนุษย์น ามาใช้ในการก่อสร้างหลายพันปีมาแล้ว เนื่องจากเป็น
วัสดุที่สามารถหาได้ง่ายสะดวกในการประกอบและรื้อถอน โดยในการออกแบบโครงสร้างไม้
นั้น เรื่องที่จ าเป็นต้องทราบเกี่ยวกับคุณสมบัติของไม้นั้นออกเป็น 2 ประเภทคือ คุณสมบัติ
ทางฟิสิกข์ และคุณสมบัติทางกลศาสตร์
1.1. คุณสมบัติทางฟิสิกส์ไม้เป็นอินทร์วัตถุที่ประกอบด้วยสารส าคัญ 2 ชนิดคือ
เซลลูโลส(Cellulose) ซึ่งเป็นส่วนผนังของเสี้ยนไม้ ซึ่งมีสัดส่วนประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์
นอกจากนั้นยังมีลิกนิน (Lignin) ซึ่งเป็นตัวยึดเสี้ยนไม้เข้าไว้ด้วยกัน มีสัดส่วนประมาณ 28
เปอร์เซ็นต์ และยังมีน้ าคุตาลและสารประกอบอย่างอื่นอีกประมาณ 12 เปอร์เซ็นต์
1.2. ณสมบัติทางกลศาสตร์ในทางวิศวกรรมนั้นต้องพิจารณาถึงกลสมบัติของไม้ที่
จะน ามาก่อสร้างเพื่อให้โครงสร้างนั้นมีความปลอดภัยมากที่สุด โดยกลสมบัติของไม้ที่ส าคัญมี
ดังนี้คือ
1.2.1. หน่วยแรงดัด (Bending Stress)
1.2.2. โมดูลัสของการแตกหัก (Modulus of Rupture)
1.2.3. โมดูลัสของการยืดหยุ่น (Modulus of Elasticity)
2
1.2.4. หน่วยแรงอัดขนานเสี้ยน (Compressive Stress Parallel to Grain)
1.2.5. หน่วยแรงอัดตั้งฉากเสี้ยน (Compressive Stress Perpendicular to
Grain)
1.2.6. หน่วยแรงดึงขนานเสี้ยน (Tensile Strss Parallel to Grain)
1.2.7. หน่วยแรงเฉือนขนานเสี้ยน (Shearing Stress Parallel to Grain)
1.2.8. ความแข็ง (Hardness)
2. ไม้เนื้ออ่อนและไม้เนื้อแข็ง
ไม้เนื้อแข็ง คือ ไม้ที่มีน้ าหนักมาก ความถ่วงจ าเพาะสูง มีกลสมบัติดี และมีความ
ทนทานสูง ซึ่งส่วนใหญ่จะถูกใช้เป็นส่วนส าคัญของงานโครงสร้าง
ไม้เนื้ออ่อน คือ ไม้ที่มีน้ าหนักเบากว่า ความถ่วงจ าเพาะน้อยกว่า กลสมบัติต่ ากว่า และ
ไม่มีความทนทาน ยกเว้นได้รับการอาบน้ ายา ดังนั้นจึงถูกเลือกไปใช้งานในส่วนที่ไม่ส าคัญ
ของโครงสร้าง หรือโครงสร้างที่ใช้งานชั่วคราว
3. ข้อมูลทั่วไปของพรรณไม้
3.1. ชื่อสามัญ : เป็นชื่อที่เรียกชื่อไม้ตามปกติ เช่น เต็ง รัง แดง ประดู่ เป็นต้น
3.2. ชื่อการค้า : เป็นชื่อที่ใช้เรียกเป็นการค้าที่ส่งไม้เป็นสินค้าออก ส่วนใหญ่จะ
เรียกชื่อตาม 3.3. ชื่อสามัญ หรือเรียกชื่อตามลักษณะเด่นของไม้ เช่น “Rosewood” คือ ไม้
พะยูง ไม้ชิงชัน “Ironwood” คือไม้แดง
3.4. ชื่อพฤกษศาสตร์ : เป็นชื่อวิทย
3
3.5. วงศ์ : เป็นกลุ่มของการจ าแนกพันธุ์ไม้ โดยถือหลักตามการจ าแนกทาง
อนุกรมวิธาน (taxonomic classification)
3.6. ถิ่นก าเนิด : เป็นแหล่งกระจายพันธุ์ ตามสภาพป่าที่เกิดขึ้นอยู่
3.7. ลักษณะของเนื้อไม้ : เป็นลักษณะที่มองเห็นเนื้อไม้ด้วยตาเปล่า ได้แก่ สีของเนื้อ
ไม้ แก่นกระพี้ ลักษณะของ เสี้ยนและความหยาบ – ละเอียดของเนื้อไม้
3.8. ชั้นคุณสมบัติ : เป็นการจัดชั้นตามคุณภาพของเนื้อไม้ มี 4 ชั้น ได้แก่ ชั้น A ,B ,C,
และ S ( ชั้น S หมายถึง ไม้เนื้ออ่อน ซึ่งเป็นการจ าแนกตามลักษณะทางพฤกษศาสตร์ )
ตารางที่ 1 เกณฑ์ชั้นความแข็งแรงของเนื้อไม้จากค่ากลสมบัติ และชั้นความทนทานตาม
ธรรมชาติ ตามไม้เนื้อแข็งของประเทศไทย
ชั้นคุณภาพ
ชั้นความ
แข็งแรงของ
ชั้นความทนทานตาม
ธรรมชาติ
เนื้อไม้จากค่ากล
สมบัติ (ปี)
A (ไม้ชั้นคุณภาพดี) A สูงกว่า 6
B (ไม้ชั้นคุณภาพปาน
กลาง) B 2 - 6
C (ไม้คุณภาพต่ า) C ต่ ากว่า 2
S (ไม้เนื้ออ่อนตาม
ลักษณะทาง
 พฤกษศาสตร์)
 ที่มา: ณรงค์ โทณานนท์ และคณะ (2528)
4
3.9. ลักษณะทางกายวิภาค : เป็นลักษณะทางโครงสร้างของเซลล์เนื้อไม้ ที่เห็นได้ด้วย
แว่นขยายก าลัง 10-20 เท่า เพื่อใช้ในการตรวจพิสูจน์ชนิดไม้
3.10. กายสมบัติ : เป็นค่าความแน่นของเนื้อไม้ที่ความชื้น 12% การหดตัวจากสภาพ
สดจนถึงความชื้นที่กระแสอากาศ ( 12% MC ) ตามปริมาณความชื้นการหดตัว ความ
ถ่วงจ าเพาะและช่องว่างในไม้ไทย เลขที่ ร. 147 พ.ศ. 2517 โดยพงศ์ โสโนและคณะ
3.11. กลสมบัติ : เป็นการจัดชั้นความแข็งแรงของเนื้อไม้ มี 3 ชั้น ได้แก่ A, B, และ C
ตารางที่ 2 เกณฑ์ความแข็งแรงประลัยของการตัดสถิต (M.O.R. ของแงดัดสถิตย์) และค่า
ความ แข็งแรงอัดสูงสุด ของการอัดขนานเสี้ยน ตามกลสมบัติของไม้ไทย
ชั้นความแข็งแรง
ของ
ความแข็งแรงประลัย
ของการดัด
ความแข็งแรงอัดสูงสุด
ของ
เนื้อไม้
สถิต (M.O.R. ของแรง
ดัดสถิตย์) การอัดขนานเสี้ยน
(N/mm.2) (N/mm.2)
A (ความแข็งแรงสูง) สูงกว่า 95 สูงกว่า 51
B (ความแข็งแรง
ปานกลาง) 60.0-94.9 35-50.9
C (ความแข็งแรงต่ า) ต่ ากว่า 60.0 ต่ ากว่า 35.0
 หมายเหตุเป็นค่าความชื้นที่ 12%
 ที่มา: พงศ์ โสโน และ คณะ (2516)

3.12. ความทนทานตามธรรมชาติ: เป็นการจัดชั้นความทนทานตามธรรมชาติ โดยได้
จากการทดลองภายใต้สภาวะธรรมชาติของดินฟ้าอากาศในแปลงทดลองกลางแจ้ง ตามภาค
ต่างๆ ของประเทศ ใช้ไม้ตัวอย่างที่ปราศจากต าหนิ ขนาด 5 x 5 x 50 เซนติเมตร ความชื้น
เฉลี่ยไม่เกิน 20 % และปักลงดิน 25 เซนติเมตร มี 4 ชั้น ได้แก่
1.) ความทนทานต่ า (<2 ปี)
2.) ความทนทานปานกลาง (2 – 6 ปี)
3.) ความทนทานสูง (6-10 ปี)
4.) ความทนทานสูงมาก (> 10 ปี)
3.13. คุณสมบัติการใช้งาน : เป็นการจัดชั้นคุณสมบัติที่มีผลกับเครื่องมือการใช้งาน
ต่างๆ ซึ่งมีคุณสมบัติ 6 ด้านได้แก่ การเลื่อย การไส การเจาะ การกลึง การยึด เหนี่ยวตะปู
และการขัดเงา
3.14. การใช้ประโยชน์ : เป็นการน าเนื้อไม้ไปใช้งานชนิดต่างๆ เช่น เป็นโครงสร้าง
อาคารเฟอร์นิเจอร์ เครื่องมือ เครื่องใช้ เป็นต้น โดยพิจารณาจากความเหมาะสมและความ
นิยมนอกจากนี้ยังมีการใช้ประโยชน์นอกเหนือจากเนื้อไม้ (ประโยชน์ทางอ้อม) เช่นสมุนไพร
สีย้อมผ้า ชัน ยาง เป็นต้น

ที่มา http://pirun.ku.ac.th/~b5410101111

ให้นักเรียนตั้งคำถาม

1. ไม้คืออะไร
    ตอบ ไม้คือ วัสดุพื้นฐานที่ถูกนำมาใช้ในงานก่อสร้างมาเป็นเวลานานแล้ว ในปัจจุบัน
เนื่องจากป่าไม้มีจำนวนลดลงมาก ทำให้ไม้มีราคาแพง 

2. คุณสมบัติของไม้นั้นออกเป็น 2 ประเภทคือ
    ตอบ  คือ คุณสมบัติทางฟิสิกข์ และคุณสมบัติทางกลศาสตร์
3. คุณสมบัติทางฟิสิกส์ไม้เป็นอินทร์วัตถุที่ประกอบด้วยสารส าคัญ 2 ชนิดคือ
    ตอบ เซลลูโลส ซึ่งเป็นส่วนผนังของเสี้ยนไม้ ซึ่งมีสัดส่วนประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนั้นยังมีลิกนิน  ซึ่งเป็นตัวยึดเสี้ยนไม้เข้าไว้ด้วยกัน มีสัดส่วนประมาณ 28เปอร์เซ็นต์ และยังมีน้ าคุตาลและสารประกอบอย่างอื่นอีกประมาณ 12 เปอร์เซ็นต์

4. สมบัติทางกลศาสตร์ในทางวิศวกรรมนั้นต้องพิจารณาถึงกลสมบัติของไม้ที่จะนำมาก่อสร้างเพื่อให้โครงสร้างนั้นมีความปลอดภัยมากที่สุด โดยกลสมบัติของไม้ที่สำคัญมีดังนี้คือ
   ตอบ  1. หน่วยแรงดัด (Bending Stress)
            2. โมดูลัสของการแตกหัก (Modulus of Rupture)
            3. โมดูลัสของการยืดหยุ่น (Modulus of Elasticity)
            4. หน่วยแรงอัดขนานเสี้ยน (Compressive Stress Parallel to Grain)
          5. หน่วยแรงอัดตั้งฉากเสี้ยน (Compressive Stress Perpendicular toGrain)
            6. หน่วยแรงดึงขนานเสี้ยน (Tensile Strss Parallel to Grain)
            7. หน่วยแรงเฉือนขนานเสี้ยน (Shearing Stress Parallel to Grain)
            8. ความแข็ง (Hardness)

5. ไม้เนื้อแข็ง คืออะไร
    ตอบ  ไม้ที่มีน้ำหนักมาก ความถ่วงจำเพาะสูง มีกลสมบัติดี และมีความทนทานสูง ซึ่งส่วนใหญ่จะถูกใช้เป็นส่วนสำคัญของงานโครงสร้าง